จอร์จ ฟลอยด์ : ท่ามกลางกระแส ‘Black Lives Matter’ อนุสาวรีย์เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์หรือการตอกย้ำอดีตที่แสนเจ็บปวด

ที่อังกฤษ รูปปั้นของเอ็ดเวิร์ด โคลสตัน ผู้ค้าทาสจากศตวรรษที่ 17 ถูกโค่นก่อนจะนำไปทิ้งลงน้ำบริเวณท่าเรือ ที่สหรัฐฯ รูปปั้นของคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส นักสำรวจและนักเดินเรือ และเหล่านายพลฝ่ายสมาพันธรัฐอเมริกาผู้สนับสนุนการค้าทาสในยุคสงครามกลางเมือง ถูกรื้อถอนหรือไม่ก็ถูกผู้ประท้วงทำลาย

บางฝ่ายมองว่ารูปปั้นเป็นส่วนหนึ่งของการเข้าใจประวัติศาสตร์ แต่สำหรับหลายคน การรื้อถอนรูปปั้นเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการช่วงชิงเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์คืนมา

Protestor stands on pedestal that once hosted Edward Colston's statue.

“อนุสาวรีย์ในที่สาธารณะมีพลังอำนาจ” นียา เบตส์ ผู้อำนวยการด้านประวัติศาสตร์แอฟริกันอเมริกันที่พิพิธภัณฑ์มอนติเชลโล ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินของประธานาธิบดีโทมัส เจฟเฟอร์สัน ในเมืองชาร์ล็อตส์วิลล์ในรัฐเวอร์จิเนีย กล่าว

“หากคุณให้พื้นที่กับเรื่องเล่า และให้มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เป็นสิ่งหนึ่งที่คนเห็นขณะเดินไปซื้อกาแฟหรือไปโรงเรียน มันจะเริ่มกำหนดความเชื่อว่าตัวเราเป็นใคร”

นียาบอกว่า เราต้องแก้ไขเรื่องเล่านี้ หันกลับไปดูประวัติศาสตร์ของคนชายขอบ และหน้าประวัติศาสตร์ที่ถูกตัดออกไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แล้วสร้างพื้นที่ที่สะท้อนเรื่องเล่าเหล่านั้น

A photo of Niya Bates
นียา บอกว่า ในสหรัฐฯ มีสถานที่ทางประวัติศาสตร์เพียง 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เป็นตัวแทนของประวัติศาสตร์ชาวแอฟริกันอเมริกัน

นียาเชื่อว่าประวัติศาสตร์ควรจะสะท้อนถึงคนส่วนใหญ่ในสังคม

“ในสหรัฐฯ มีสถานที่ทางประวัติศาสตร์เพียง 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เป็นตัวแทนของประวัติศาสตร์ชาวแอฟริกันอเมริกัน ดังนั้นสถานที่ที่เป็นอนุสรณ์อย่างอนุสาวรีย์ พิพิธภัณฑ์ และหนังสือเรียน ควรสะท้อนสิ่งเหล่านี้”

ผู้ประท้วงที่เคลื่อนไหวอยู่ขณะนี้บอกว่ารูปปั้นเหล่านี้สรรเสริญคนที่ก่ออาชญากรรมร้ายแรง และสร้างประวัติศาสตร์ที่เป็นเท็จ อย่างไรก็ดี อีกฝ่ายมองว่าการรื้อถอนเท่ากับการลบล้างอดีต

Protesters moving the statue of Edward Colston towards the river Avon
รูปปั้นของเอ็ดเวิร์ด โคลสตัน ผู้ค้าทาสจากศตวรรษที่ 17 จะถูกย้ายเข้าไปจัดวางในพิพิธภัณฑ์

“สำหรับฉันในฐานะนักประวัติศาสตร์ผิวดำ ฉันจะอยากเล่าเรื่องราวของผู้หญิงผิวดำคนอื่นเสมอ ว่าพวกเขาได้ให้อะไรกับประวัติศาสตร์บ้าง” นียากล่าว

ตอนเด็ก ๆ ยายของนียาคอยเล่าให้ฟังถึงความยากลำบากและการถูกกดขี่ เธอบอกว่า เคยไปทัศนศึกษากับโรงเรียนครั้งหนึ่งที่ฟาร์มเพาะปลูกนอกเมืองชาร์ล็อตส์วิลล์ในรัฐเวอร์จิเนีย และค้นพบจากรูปภาพว่าบรรพบุรุษของเธอเคยทำงานที่นั่น

“มันเหลือเชื่อมากที่ฉันไม่เคยรู้เรื่องนี้เลย ดังนั้นนี่จึงเป็นประเด็นที่มีความหมายกับฉันเป็นการส่วนตัว”

ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์

ซิสเว มโพฟู-วอลช์ เป็นผู้ก่อตั้งการรณรงค์ ‘Rhodes Must Fall’ ซึ่งเรียกร้องให้รื้อถอนรูปปั้นของเซซิล โรดส์ นักธุรกิจและนักการเมืองทางตอนใต้ของแอฟริกาในศตวรรษที่ 19 ที่ตั้งอยู่ที่มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด

“ปัจจุบันก็เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ด้วย ผมว่ามันแปลกมากที่มองกันว่าประวัติศาสตร์ถูกเก็บรักษาไว้ในรูปปั้น ซึ่งส่วนใหญ่สร้างขึ้นเพื่อสรรเสริญชายผิวขาว”

ซิสเวมองว่ากรณีที่เกิดขึ้นกับโรดส์ยังเป็นจริงอยู่ในปัจจุบัน คือคนรวยที่ก่ออาชญากรรมร้ายแรงสามารถ “ติดสินบนกับอนาคต” ได้ พยายามใช้เงินซื้อมรดกความทรงจำเกี่ยวกับตัวเองชุดใหม่ และก็ทำลายประวัติศาสตร์ หรือไม่อย่างน้อยก็พยายามจะปิดบังมันไว้

A photo of Sizwe Mpofu-Walsh
ซิสเว เป็นศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด

พ่อของซิสเวเป็นชาวแอฟริกาใต้ผิวดำ ส่วนแม่เป็นชาวอังกฤษผิวขาว และเขาเห็นผลกระทบของประวัติศาสตร์ในช่วงนั้นในครอบครัวตัวเอง ผู้คนยากจนจากนโยบายการแบ่งแยกสีผิว ซึ่งเป็นสิ่งที่คนอย่างโรดส์สนับสนุน

“ผมอยากจะท้าใครก็ได้ อยากถามว่าเรียนรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของทางตอนใต้ของแอฟริกาด้วยการเดินผ่านรูปปั้นของเซซิล โรดส์”

เขียนโดยผู้ชนะ

นักเคลื่อนไหวและผู้ประท้วงบอกว่าการเหยียดเชื้อชาติฝังรากลึกอยู่ในวิธีการมองโลกผ่านประวัติศาสตร์ที่ยุโรปและคนผิวขาวอยู่ตรงแกนกลาง

“มีคำกล่าวที่ว่า ‘ประวัติศาสตร์ถูกเขียนโดยผู้ชนะ’…” ศาสตราจารย์ฮาคิม อาดี นักประวัติศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านแอฟริกาจากมหาวิทยาลัยชิเชสเตอร์ในอังกฤษ กล่าว “คนที่มีอำนาจต้องการให้ประวัติศาสตร์สะท้อนเรื่องเล่าในแบบของเขา ขณะที่พวกเราที่เหลือต้องการอย่างอื่น เราต้องการความจริง เราต้องการจะเข้าใจโลกที่เราอาศัยอยู่”

ศ.ฮาคิมบอกว่า เราเรียกประวัติศาสตร์ว่าประวัติศาสตร์ แต่จริง ๆ แล้วมันไม่เคยหยุดนิ่ง ยังเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา

สำหรับ อาคันชาห์ สิงห์ นักข่าวชาวอินเดีย เขาไม่ได้มีปัญหากับตึกหรือรูปปั้นจากสมัยที่อินเดียเป็นอาณานิคมของอังกฤษ แต่เป็นความคิดเรื่องการแบ่งชนชั้น สีผิว การเลือกปฏิบัติทางภาษา และการเกลียดคนรักเพศเดียวกัน ที่เป็นมรดกตกทอดที่แท้จริงจากสมัยบริติชราช และเป็นการรุกรานของอังกฤษในสมัยนั้นที่ทำลายอินเดียทั้งในเชิงเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

อนุสาวรีย์มีพลังอำนาจ

ศ.ฮาคิมบอกว่า สิ่งที่ผู้ประท้วงทำกับรูปปั้นเอ็ดเวิร์ด โคลสตัน ถือเป็นการสร้างประวัติศาสตร์แล้ว และไม่สำคัญว่าทางการจะนำรูปปั้นดังกล่าวไปไว้ที่ไหนต่อ

“ประวัติศาสตร์ถูกสร้างแล้ว และคุณไม่สามารถถอยจากจุดนั้นได้แล้ว”

สำหรับนียา จากที่เคยคิดว่าควรรักษารูปปั้นไว้ที่เดิม และให้ข้อมูลบริบทเกี่ยวกับสิ่งก่อสร้างเหล่านั้นเพิ่มเติม ความคิดเธอเปลี่ยนหลังจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เมืองชาร์ล็อตส์วิลล์ในรัฐเวอร์จิเนียเมื่อปี 2017

ในตอนนั้น ผู้ประท้วงผู้มีความคิดชาตินิยมขวาจัดออกมาชุมนุมต่อต้านแผนจะรื้อถอนรูปปั้นนายพลฝ่ายสมาพันธรัฐอเมริกาผู้สนับสนุนการค้าทาสในยุคสงครามกลางเมือง ก่อนที่จะมีการปะทะรุนแรงกับผู้ประท้วงอีกฝ่ายจนมีผู้เสียชีวิตหนึ่งคน

“ฉันตระหนักว่าอนุสาวรีย์ส่งเสริมให้เกิดความรุนแรง… อนุสาวรีย์มีพลังอำนาจ และตราบใดที่มีคนบางคนรู้สึกมีอำนาจจากรูปปั้นเหล่านี้เพราะพวกเขามีแนวความคิดว่าคนขาวเหนือกว่า มันก็จะทำให้สังคมเราแตกแยก”

“ตราบใดที่เรายังปล่อยให้อนุสาวรีย์เหล่านี้เป็นตัวแทนว่าเราคือใคร เราก็จะไม่มีวันถูกรวมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่ง”

แหล่งที่มา : ข่าวสด

About เจมส์ แอดมินเว็บ

View all posts by เจมส์ แอดมินเว็บ →

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *