ชมเสน่ห์‘ฮอกไกโด’ สัมผัสบรรยากาศฤดูร้อน : ข่าวสดหลากหลาย

ที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกไม่เพียงเฉพาะคนไทย หวังจะไปเยือนสักครั้ง เพื่อไปชมความสวยงามของทัศนียภาพ ความบริสุทธิ์ของอากาศ

ที่พลาดไม่ได้คือบรรยากาศความหนาวเย็น และลานสกีสุดโรแมนติก ดังที่เคยปรากฏในภาพยนตร์หลายๆ เรื่อง จนหลายคนฟิน จิกหมอนอยากไปสัมผัสบรรยากาศ

แต่จริงๆ แล้วฮอกไกโดก็ไม่ได้ดีงามในยามฤดูหนาวเท่านั้นในฤดูร้อนยังมีสีสันไม่แพ้กัน ด้วยอากาศที่บริสุทธิ์ เป็นแหล่งเกษตรกรรมที่มีเป้าหมายจะเป็นครัวของญี่ปุ่น

ถือเป็นโอกาสอันดีที่ได้ติดสอยห้อยตาม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ไปศึกษาดูงานเกี่ยวกับโรงงานรีไซเคิล และกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ถึงฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น แม้โปรแกรมดูงานจะอัดแน่น จริงจัง แต่ยังสามารถเจียดเวลาไปชื่นชมดูเมือง และท่องเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวได้อยู่บ้าง

แต่แน่นอน เมื่อเป็นช่วงหน้าร้อน บรรยากาศของลานสกีสุดโรแมนติกก็ต้องบอกลาไปอย่างช่วยไม่ได้ เพราะสภาพอากาศไม่ได้แตกต่างจากบ้านเราเท่าไหร่นัก แต่กระนั้นก็ยังมีสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจอีกมากให้ได้สัมผัส

เริ่มต้นที่ ฮิลล์ ออฟ เดอะ บุดดา หรือเนินแห่งพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมชิ้นเอกของสถาปนิกชื่อดัง ทาดาโอะ อันโดะ นักออกแบบมือรางวัลมากมาย ที่ถนัดสถาปัตยกรรมแบบปูนเปลือย หรือที่เรียกกันว่าสไตล์ลอฟต์ (ซึ่งเป็นคนละแบบกับผนังปูนเปลือยของรัฐสภาไทย)

ฮิลล์ ออฟ เดอะ บุดดา ก่อสร้างเป็นเนินเขาล้อมรอบ ‘อตามะ ไดบุตสึ’ พระพุทธรูปปูนที่มีความสูง 13.5 เมตร หนัก 1,500 ตัน พื้นที่ล้อมรอบจะค่อยๆ ลาดลง ด้านล่างปลูกดอกลาเวนเดอร์ บนเนินเขากว่า 150,000 ต้น เป็นเนินล้อมรอบพระพุทธรูป

เมื่อเราเดินเข้าไปสักการะ ต้องผ่านจุดชำระล้างจิตวิญญาณให้ใสสะอาด แต่จริงๆ คือการล้างมือซ้าย-ขวา และวักน้ำเข้าบ้วนปาก เดินอ้อมสระน้ำจำลอง ลอดไปตามอุโมงค์ที่มีความยาว 40 เมตร

จนเมื่อถึงองค์พระพุทธรูป ก็จะสัมผัสถึงความสงบ ทั้งกลิ่นธูปที่ทำมาจากลาเวนเดอร์ แสงสะท้อนที่รอบองค์พระ เหมือนกับรัศมีแสงแห่งฟ้า สร้างความตื่นตาตื่นใจอย่างยิ่งยวดทีเดียว

เมื่อลองสำรวจข้อมูลพบว่าการก่อสร้างสถาปัตยกรรมแห่งนี้มีไว้เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของสุสานนั่นเอง ทำให้เข้าใจได้เลยว่าทำไมถึงได้บรรยากาศที่เงียบสงบยิ่งนัก

นอกจากนี้รอบนอกยังมีศิลปะหินรูปแบบอื่นๆ ให้ชื่นชม และเก็บภาพบรรยากาศประทับใจ และชวนคิดให้อยากกลับมาอีกครั้งในช่วงฤดูหนาว ที่หิมะขาวโพลนปกคลุมพื้นที่ เหลือแต่พระพุทธรูปองค์ใหญ่

จะน่าประทับใจกันถึงเพียงไหน

พลาดไม่ได้อีกเช่นกันสำหรับสวนดอกไม้สายรุ้ง แห่งเมืองฟูราโน เกาะฮอกไกโด ที่ฟาร์มโทมิตะ ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นจุดชมลาเวนเดอร์ที่ดีที่สุดของเมือง โดยด้านหลังเป็นฉากหลังของภูเขาโทกะชิ ที่มีนักท่องเที่ยวแวะเวียนมาชื่นชมจำนวนมาก

และไม่ใช่แค่ลาเวนเดอร์ ที่ส่งกลิ่นเย้ายวนให้นักท่องเที่ยวได้ชม ยังมีดอกไม้หลากหลายชนิด ทั้งป๊อปปี้ ลิลลี่ ทานตะวัน คอสมอส และอีกสารพันชนิดที่บานอวดสีสัน ให้เก็บภาพความประทับใจ

อีกอย่างที่พลาดไม่ได้หากได้มาเยือน คือ ลิ้มลองรสชาติของไอศกรีมลาเวนเดอร์ ที่มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ เพียงโคนละ 300 เยนเท่านั้น

หลังอิ่มเอมกับอาหารตา อาหารใจ ก็ไปต่อด้วยเมล่อนฟาร์ม ที่ฟาร์มโยชิดะ ที่เป็นฟาร์ม เมล่อนเล็กๆ แต่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ ซึ่งหลังจากได้ชมกรรมวิธีการปลูก บรรจุภัณฑ์เตรียมส่งให้ลูกค้า ก็ยังได้ลิ้มลองรสชาติหวานหอมของเมล่อนฮอกไกโดแท้ๆ ซึ่งก็หวานมากจริงๆ

ส่วนเคล็ดลับที่จริงๆ แล้วไม่ลับเท่าไหร่ ที่ทำให้ผลผลิตต่างๆ งดงาม นั่นก็เป็นเพราะการพัฒนาระบบชลประทานให้ครอบคลุมพื้นที่การเกษตรทั้งหมด ซึ่งเขาว่าเป็นหัวใจหลักเลยทีเดียว

ต่อด้วยการศึกษาวิจัยอย่างเอาจริงเอาจัง เพื่อให้รู้ชัดเจนว่าพื้นที่ไหน ส่วนไหน เหมาะสมที่จะเพาะปลูกอะไร ทั้งเรื่องดิน น้ำ อากาศ และให้ความรู้กับเกษตรกรที่จะเพาะปลูกในพื้นที่นั้นๆ

ไม่เพียงแค่นั้น ยังมีสหกรณ์การเกษตรของญี่ปุ่น ที่นอกจากช่วยเหลือเรื่องวิทยาการความรู้ การวิจัยที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ยังช่วยสนับสนุนเรื่องเครื่องจักร ให้เกษตรกรได้ยืมเครื่องจักรใช้

ทำให้ฟาร์มแต่ละแห่งใช้แรงงานคนเพียงน้อยนิด แต่ได้ผลผลิตที่คุ้มค่าและมีคุณภาพ ดังที่เกษตรกรชาวญี่ปุ่นบอกกับคนทั่วไปว่าพวกเขาไม่ใช่คนร่ำรวย แต่เขาเป็นคนมั่งคั่ง

นอกจากนี้เขายังรู้จักการถนอมอาหาร แปรรูปให้มีรูปแบบ ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น อย่างที่คนไทยส่วนใหญ่เมื่อไปเยือนก็จะซื้อ ของพวกนี้กลับมาไม่น้อย

เป็นสิ่งที่เกษตรกรไทยควรนำมาปรับใช้ ซึ่งไม่รู้ว่าจะสำเร็จเมื่อใด

หลังชื่นชมกับธรรมชาติ และวิทยาการทางการเกษตรเพียงผิวเผินของฮอกไกโดแล้ว

ก็มาถึงไฮไลต์อีกอย่าง คือการเดินเที่ยวชมเมืองซัปโปโร ซึ่งเป็นเมืองที่วางผังเมืองมาเป็นอย่างดี มีสวนสาธารณะอย่างสวนโอโดริ ปาร์ก อยู่กลางเมือง ขนาบด้วยถนนเป็นบล็อกๆ เรียกว่าถึงจะเป็นมือใหม่ที่มาเยือนหากมีแผนที่สักแผ่นก็เดินชมเมืองได้อย่างไม่หลง

ได้เพลิดเพลินไปกับเมืองสมัยใหม่ ที่ยังมีสถาปัตยกรรมแบบเก่า ทั้งศาลากลางเมืองหลังเก่า หอนาฬิกา ให้ได้ชื่นชม

แต่ก็ไม่ควรวางใจนัก อย่างน้อยควรถ่ายรูปโรงแรมที่พัก หรือจดใส่เศษกระดาษ หากเข้าตาจนแล้วก็เรียกแท็กซี่มาส่ง ราคาก็ไม่แรง และไม่ต้องกังวลกับเกมโกงมิเตอร์เหมือนบ้านเรา

และในช่วงฤดูร้อนเช่นนี้ บรรยากาศก็สุดแสนจะดี จนคนในเมืองและนักท่องเที่ยวต้องออกมาเดินเที่ยวกันอย่างสนุกสนาน รวมทั้งวัยรุ่นชายหญิงในชุดกิโมโน

ทำให้สวนโอโดริเต็มไปด้วยกลุ่มวัยรุ่น ที่จับกลุ่มทำกิจกรรม

รวมทั้งลานเบียร์ที่จุดชมวิวของหอคอยซัปโปโร หรือที่ทีวีทาวเวอร์ คลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวมากหน้าหลายตา

อีกจุดที่ต้องไปคือพิพิธภัณฑ์เบียร์ซัปโปโร ที่มีเรื่องเล่าตำนานของเบียร์ซัปโปโร เจ้าของสัญลักษณ์ดาวเหลือง

และยังมีภัตตาคารที่เสิร์ฟอาหาร และเบียร์หลากหลายชนิดของซัปโปโรให้ได้ลิ้มลอง

ย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของการแปรรูปสินค้าเกษตรอย่างข้าวบาร์เลย์ธรรมดา ให้กลายเป็นเบียร์ขึ้นชื่อระดับโลก

About น้องหญิง แอดมินเวบ

View all posts by น้องหญิง แอดมินเวบ →

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *