รายงานพิเศษ: เจาะงานล่าที่มาโควิด ช็อกไวรัสมฤตยูรอระบาดเพียบ

รายงานพิเศษ: เจาะงานล่าที่มาโควิด – วันที่ 27 เม.ย. ซีเอ็นเอ็นรายงานว่า ทีมนักไวรัสวิทยายังคงเดินหน้าหาต้นตอของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ซาร์ส 2 (SARS-CoV-2) พร้อมเจาะลึกเบื้องหลังการสำรวจถ้ำค้างคาวทั่วโลกเพื่อเฝ้าระวังการระบาดของเชื้อร้ายอีกจำนวนมาก

ค้างคาว เป็นหนึ่งในสัตว์ที่มีเชื้อไวรัสจำนวนมาก หรือไวรัส ซูเปอร์ โฮสต์ (virus super host) โดยเฉพาะเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ต่างๆ ที่มีการค้นพบใหม่อย่างต่อเนื่องทั่วโลกกว่า 500 ชนิด โดยหนึ่งในจำนวนนี้ก่อโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาปี 2019 หรือโควิด-19

นายปีเตอร์ ดัสแซ็ก หนึ่งในนักไวรัสวิทยาจาก EcoHealth Alliance ซึ่งเป็นแนวร่วมเอ็นจีโอที่อุทิศทรัพยากรให้กับการค้นหาและป้องกันการระบาดของเชื้อไวรัสพันธุ์ใหม่ ระบุว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์ต้องสวมเครื่องป้องกันอย่างมิดชิดขณะเข้าไปในถ้าเพื่อดักจับค้างคาวมาศึกษา

นายดัสแซ็ก ระบุว่า หนึ่งในจุดสำรวจหลักของกลุ่มเป็นถ้ำหินปูนที่มณฑลยูนนาน ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน โดยนักไวรัสวิทยาต้องไปติดกับดักรอจนถึงช่วงพลบค่ำที่ค้างคาวเหล่านี้จะบินออกไปหากิน จากนั้นจึงนำพวกมันมาวางยาสลบอ่อนๆ

รายงานพิเศษ: เจาะงานล่าที่มาโควิด

สวอปช่องปาก-ลำคอของค้างคาว

การเก็บตัวอย่างสิ่งส่งตรวจจากค้างคาว อาทิ เลือดที่นักไวรัสวิทยาจะเจาะออกมาทางเส้นเลือดดำที่ปีก และการเก็บสวอปจากช่องปาก และลำคอ รวมทั้งจากทวารหนัก ตลอดจนเก็บตัวอย่างมูลค้างคาว นำไปตรวจสอบที่ห้องปฏิบัติการหาไวรัสชนิดต่างๆ

ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา นายดัสแซ็กเป็นนักไวรัสวิทยาที่เดินทางไปเก็บตัวอย่างจากค้างคาวมาศึกษากว่า 20 ประเทศทั่วโลก เพื่อค้นหาและป้องกันการระบาดของไวรัสพันธุ์ใหม่ โดยเฉพาะไวรัสโคโรนา สมาชิกวงศ์ย่อย Orthocoronavirinae ในวงศ์ Coronaviridae

รายงานพิเศษ: เจาะงานล่าที่มาโควิด

ถ้ำหินปูน ที่มณฑลยูนนาน ประเทศจีน

เมื่อพบไวรัสก็จะนำสารพันธุกรรม หรือดีเอ็นเอ มาเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลเปิดของนักวิทยาศาสตร์ ว่าเป็นพันธุ์ใหม่ และสามารถแพร่สู่มนุษย์ได้หรือไม่ เพื่อนำไปสู่การเฝ้าระวัง ซึ่งจากการเก็บตัวอย่างกว่า 15,000 ตัวอย่าง พบไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ราว 500 ชนิด

หนึ่งในจำนวนดังกล่าว คือ เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ถูกค้นพบภายในถ้ำที่ประเทศจีนเมื่อปีค.ศ. 2013 มีความเป็นไปได้สูงว่าอาจเป็นต้นตระกูลของ ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ซาร์ส 2 ที่ก่อโรคโควิด-19 และกำลังระบาดใหญ่ทั่วโลกขณะนี้ มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 2 แสนราย

ซาร์สจุดระเบิดการศึกษาไวรัสโคโรนา

นางหวัง หลินฟะ นักไวรัสวิทยาจากวิทยาลัยแพทย์ ดยุค-เอ็นยูเอส ประเทศสิงคโปร์ กล่าวว่า ช่วงก่อนการระบาดของโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง หรือซาร์ส เมื่อปีค.ศ. 2003 การศึกษาในแขนงไวรัสโคโรนานั้นไม่ค่อยได้รับความสนใจในแวดวงวิทยาศาสตร์นัก

วิทยาลัยแพทย์ ดยุค-เอ็นยูเอส ประเทศสิงคโปร์ เป็นสถาบันเกิดจากความร่วมมือของมหาวิทยาลัยดยุคและมหาวิทยาลัยแห่งชาติของสิงคโปร์ และเป็นผู้พัฒนาเครื่องมือและอุปกรณ์ตรวจสิ่งส่งตรวจจากกลุ่มเอ็นจีโอ EcoHealth Alliance แต่การศึกษาดังกล่าวนำไปสู่การค้นพบไวรัสโคโรนาที่สามารถติดต่อสู่มนุษย์ได้เพียง 2 สายพันธุ์ ตั้งแต่ประมาณค.ศ. 1960

การระบาดของโรคซาร์สในปีค.ศ. 2003 นำไปสู่การจัดตั้งกลุ่ม Predict ก่อตั้งโดยมหาวิทยาลัยรัฐแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตเมืองเดวิส ประเทศสหรัฐอเมริกา กลุ่มเอ็นจีโอ EcoHealth Alliance สถาบันวิจัยสมิธโซเนียน สมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (WCS) และบริษัท Metabiota เอกชนที่พัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ในการติดตามการระบาดโรคติดเชื้อ พร้อมเงินทุนสนับสนุนจาก USAID ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระภายใต้รัฐบาลสหรัฐ

รายงานพิเศษ: เจาะงานล่าที่มาโควิด

ด้านหน้าทางเข้าของถ้ำ

หน้าที่หลักของกลุ่ม Predict คือ การตรวจสอบและรับมือกับโรคติดเชื้อจากสัตว์สู่คน (Zoonotic diseases) ในจำนวนนี้ คือ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาด้วย ก่อนที่ไวรัสจะระบาดไปสู่มนุษย์ ได้รับเงินสนับสนุนไปแล้วเกือบ 6,500 ล้านบาท ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

นายดัสแซ็ก กล่าวว่า ตั้งแต่ก่อตั้งมา Predict ค้นพบไวรัสโคโรนาที่สามารถติดต่อสู่มนุษย์เพิ่มอีก 5 สายพันธุ์ ในจำนวนนี้ รวมถึงไวรัสก่อโรคโควิด-19 โดยนักวิจัยคาดว่า ค้างคาวอาจมีไวรัสโคโรนาในตัวมากกว่า 15,000 สายพันธุ์ แต่มนุษย์เพิ่งรู้จักเพียงไม่กี่ร้อยสายพันธุ์เท่านั้น

สาเหตุที่ทางกลุ่มเลือกมุ่งความสนใจไปที่ถ้ำหินปูนที่มณฑลยูนนานของจีน เนื่องจากเป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีกลุ่มประชากรค้างคาวหนาแน่นที่สุดของโลก และเป็นความพยายามค้นหาต้นตอของไวรัสก่อโรคซาร์ส แต่เมื่อค้นหาไปเรื่อยๆ กลับพบว่า มีเชื้อไวรัสโคโรนาที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์อีกจำนวนมาก เป้าหมายของภารกิจจึงเริ่มกว้างขึ้น

รายงานพิเศษ: เจาะงานล่าที่มาโควิด

Predict ซึ่งมีกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ทำงานอยู่ใน 31 ประเทศทั่วโลก ยังเริ่มยกระดับการพุ่งเป้าไปที่ประเทศพม่าและเคนยาด้วย หลังทีมวิจัยจากสถาบันสมิธโซเนียน พบเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์อีก 6 สายพันธุ์ในพม่า

นางซูซาน เมอร์เรย์ ผู้อำนวยการ Global Health Program ของสถาบันดังกล่าว ระบุว่า พม่ามีระบบนิเวศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก ประกอบการสังคมเมืองของมนุษย์กำลังปิดล้อมและรุกรานถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ตามธรรมชาติ

โดยปัจจัยข้างต้น ผนวกกับโครงข่ายถนนหนทางที่ดีขึ้น และการทำปศุสัตว์ของมนุษย์ที่มากขึ้น ยังเป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงการติดต่อข้ามสายพันธุ์ของไวรัสด้วย

ติดต่อจากค้างคาวสู่มนุษย์

นายดัสแซ็ก กล่าวว่า พื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศจีนนั้นเป็นที่สนใจของนักไวรัสวิทยามาก เพราะมีประชากรที่สัมผัสกับสัตว์ป่าตามธรรมชาติสูง รวมไปถึงการล่าสัตว์เพื่อจำหน่าย บ่อยครั้งจับมาเป็นๆ เพื่อขายในตลาดสด ตลอดจนการนำไปเป็นอาหาร

สะท้อนจากผลการตรวจวิเคราะห์เลือดของกลุ่มตัวอย่างประชากรในเขตจินหนิง นครคุนหมิง เมืองเอกมณฑลยูนนาน เมื่อปีค.ศ. 2015 พบว่า ร้อยละ 3 มีภูมิคุ้มกันโรค หรือแอนติบอดี ต่อไวรัสที่ปกติพบเฉพาะในค้างคาว บ่งชี้ว่าเคยติดเชื้อไวรัสมาแล้ว

“คิดว่าพวกเขาน่าจะติดมาแบบไม่รู้ตัวครับ แล้วก็หายป่วยแล้ว ไม่ก็อาจจะติดมาแค่เล็กๆ น้อยๆ” นายดัสแซ็ก ระบุ

การที่ไวรัสจากติดต่อสู่มนุษย์ได้จำเป็นที่จะต้องมีความสามารถในการจับกับโปรตีนตัวรับ หรือรีเซ็พเตอร์ บนผิวเซลล์ของมนุษย์ได้ หมายความว่าจะต้องผ่านพาหะของโรค หรือสัตว์ตัวกลางที่ติดไวรัสได้แล้วไม่ป่วยแต่แพร่เชื้อได้ เช่น ชะมดในกรณีของโรคซาร์ส อูฐในกรณีของโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง หรือเมอร์ส รวมถึงตัวนิ่มด้วย

นักไวรัสวิทยา ระบุว่า แต่ต้นตอส่วนใหญ่นั้นมาจากค้างคาว ซึ่งเป็นซูเปอร์โฮสต์ของไวรัสก่อโรคอันตรายต่อมนุษย์หลายชนิด เช่น โรคติดเชื้อไวรัสมาร์บูร์ก (MVD) โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา (EVD) และโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ (NVD) หรือโรคสมองอักเสบนิปาห์

ส่วนสาเหตุที่ค้างคาวเป็นซูเปอร์โฮสต์นั้น ผู้เชี่ยวชาญ คาดว่า มาจากการที่ค้างคาวเป็นสัตว์ปีก ทำให้ร่างกายต้องเผชิญกับความเครียดจากการบินเป็นเวลานาน ซึ่งปกติแล้วจะกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน (นำไปสู่การอักเสบได้) ส่งผลให้ค้างคาวต้องมีระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนลงเพื่อป้องกันจุดนี้ แต่ผลข้างเคียงก็ทำให้เป็นแหล่งรวมของเชื้อโรค

นอกจากนี้ ค้างคาว ยังเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีประชากรคิดเป็นถึงร้อยละ 20 ของจำนวนสายพันธุ์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งหมดบนโลก และมักอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ทำให้การแพร่ระบาดของเชื้อเกิดขึ้นได้ง่าย

คลังข้อมูลไวรัสโคโรนา

การเก็บสิ่งส่งตรวจของนักวิทยาศาสตร์จะต้องเก็บในอุณหภูมิเย็นจัดโดยใช้ไนโตรเจนเหลว เพื่อจัดส่งไปยังห้องปฏิบัติการทั่วโลก โดยนายดัสแซ็ก ระบุว่า ทางกลุ่มมีความร่วมมือกับห้องปฏิบัติการชั้นนำหลายแห่ง แต่หากไกลเกินไปก็จะสร้างขึ้นมาเองในท้องถิ่นนั้นๆ

นายดอว์น ซิมเมอร์แมน หนึ่งในผู้นำทีมวิจัยของสถาบันสมิธโซเนียน กล่าวว่า ดีเอ็นเอของไวรัสที่พบในสิ่งส่งตรวจจะถูกนำมาเทียบกับ GenBank ฐานข้อมูลของไวรัสในมนุษย์และสัตว์ทั้งหมดที่เคยมีการค้นพบมา รับผิดชอบโดยศูนย์ข้อมูลเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติของสหรัฐ (NCBI) เพื่อตรวจสอบว่าเป็นไวรัสชนิดใหม่หรือไม่ แต่คำตอบที่ได้ไม่ชัดเจนเสมอไป

รายงานพิเศษ: เจาะงานล่าที่มาโควิด

ดร.ทนพญ.สุภาภรณ์ – มติชน

ดร.ทนพญ.สุภาภรณ์ วัชรพฤษาดี นักเทคนิคการแพทย์ไทย ผู้เคยได้รับคำยกย่องในฐานะผู้ตรวจพบและยืนยันการค้นพบไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เป็นคนแรกและส่งข้อมูลสู่สากล จากห้องปฏิบัติการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า เกณฑ์ที่กำหนดให้ว่าเป็นไวรัสพันธุ์ใหม่หรือไม่ คือ ต้องมีดีเอ็นเอที่แตกต่างจากไวรัสในฐานข้อมูลมากกว่าร้อยละ 20 ขึ้นไป

ด้านนายเพทริก อู๋ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคอุบัติใหม่จากมหาวิทยาลัยฮ่องกง กล่าวว่า การค้นพบไวรัสใหม่บ่อยครั้งเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนของนักวิทยาศาสตร์ เพราะบางครั้งไวรัสดังกล่าวนั้นระบาดอยู่ในชุมชนอยู่แล้วโดยที่ไม่มีใครทราบมาก่อน

โดยเฉพาะไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคปอดอักเสบนั้นมีไม่ถึงครึ่งที่มีการศึกษาวิเคราะห์หาต้นตออย่างจริงจัง เพราะส่วนใหญ่ผู้ป่วยหายได้เอง แล้วก็ไม่มีใครสนใจจะศึกษาต่อ

รายงานพิเศษ: เจาะงานล่าที่มาโควิด

ยกตัวอย่าง กรณีที่นายอู๋เคยคิดว่าตัวเองค้นพบไวรัสสายพันธุ์ใหม่ และตั้งชื่อว่า HKU1 ในผู้ป่วย 2 คนของฮ่องกง แต่ภายหลังกลับพบว่าไวรัสชนิดนี้ระบาดอยู่แล้วในประเทศสหรัฐ ออสเตรเลีย และฝรั่งเศส เมื่อปีค.ศ. 2005

อีกตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการระบาดแบบไม่มีใครทราบมาก่อน คือ ไวรัสนิปาห์ โดยนายดัสแซ็ก เชื่อว่า ไวรัสที่ระบาดในปีค.ศ. 1998 ที่ประเทศมาเลเซีย มีผู้เสียชีวิต 105 รายนั้น แท้ที่จริงแล้วมาจากเชื้อไวรัสติดต่อจากค้างคาวสู่มนุษย์ในบังกลาเทศ

นายดัสแซ็ก ระบุว่า สาเหตุหลักของการระบาดระดับชุมชนที่ไม่มีใครทราบมาก่อน ส่วนใหญ่แล้วเนื่องมาจากระบบสาธารณสุขที่เข้าไม่ถึง ทั้งจากปัญหาแหล่งชุมชนห่างไกล และฐานะยากจนของผู้ป่วยทำให้ไม่ยอมไปสถานพยาบาล

โควิด-19

การระบาดที่เกิดขึ้นในนครอู่ฮั่น ประเทศจีน ซึ่งเป็นสถานที่แรกที่มีรายงานการระบาดเกิดขึ้น ในครั้งนั้น นางฉี เจียงหลี นักไวรัสวิทยา จากสถาบันไวรัสวิทยานครอู่ฮั่น เป็นผู้ที่นำไวรัสโควิด-19 ไปเทียบกับฐานข้อมูลของ EcoHealth Alliance

นายดัสแซ็ก กล่าวว่า การเปรียบเทียบพบว่าไวรัสโควิด-19 มีดีเอ็นเอเหมือนกันกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่เคยค้นพบในค้างคาวเกือกม้าเล็ก ที่ถ้ำหินปูนมณฑลยูนนาน เมื่อปีค.ศ. 2013 มีดีเอ็นเอเหมือนกันถึงร้อยละ 96.2

หมายความว่า ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ดังกล่าวอาจเป็นต้นตระกูลของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ซาร์ส 2 ที่กำลังระบาดใหญ่ในขณะนี้ และมีความเป็นไปได้สูงมากที่อาจแพร่ระบาดสู่มนุษย์ผ่านพาหะอื่น เป็นสาเหตุของดีเอ็นเอที่แตกต่างราวร้อยละ 3.8

ดร.ทนพญ.สุภาภรณ์ กล่าวว่า การทราบที่มาของไวรัสและกลไกการแพร่ระบาด เป็นข้อมูลที่สำคัญอย่างยิ่งในการเฝ้าระวังการระบาด และการวางมาตรการหยุดยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อได้อย่างทันท่วงที

เช่นเดียวกันกับ นายดัสแซ็ก ที่เสริมว่า ในกรณีของโรคโควิด-19 การทราบต้นตอของไวรัสจะทำให้นักวิทยาศาสตร์ทราบถึงลักษณะการกลายพันธุ์ของเชื้อจนสามารถติดต่อสู่มนุษย์ได้ ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อการป้องกันการระบาดอีกในอนาคต

ยกตัวอย่างผลงานของสำนักวิชาสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และ EcoHealth Alliance ในการค้นพบแหล่งต้นตอที่เป็นไปได้ของการระบาดของโรคติดเชื้ออีโบลาทางภาคตะวันตกของทวีปแอฟริการะหว่างปีค.ศ. 2013-16 มีผู้เสียชีวิตกว่า 11,000 ราย เป็นค้างคาวตัวหนึ่งที่อาศัยอยู่ที่ถ้ำในประเทศไลบีเรีย ภูมิภาคเดียวกัน

คลื่นมฤตยูลูกใหม่

นอกไปจากการค้นหาที่มาของไวรัสก่อโรคโควิด-19 และอีโบลาแล้ว งานของนักไวรัสวิทยาเหล่านี้ยังเป็นความพยายามพยากรณ์การระบาดครั้งใหม่ที่จะเกิดขึ้นด้วย โดยการค้นหาพื้นที่เสี่ยงที่ไวรัสกลุ่มอันตรายจะระบาดไปสู่ชุมชนของมนุษย์ที่อยู่ใกล้ๆ

นายดัสแซ็ก กล่าวว่า ไวรัสก่อโรคซาร์ส และเมอร์สนั้นอันตรายเป็นพิเศษ เพราะติดต่อสู่มนุษย์ได้ โดยทางทีมค้นพบไวรัสโคโรนาที่มีลักษณะเชื่อมโยงกับซาร์สแล้วถึง 50 สายพันธุ์

รายงานพิเศษ: เจาะงานล่าที่มาโควิด

ทีมนักวิทยาศาสตร์พบด้วยว่า ในถ้ำบางแห่งนั้นมีลักษณะของไวรัสที่หากผสมกันแล้วจะทำให้เกิดไวรัสก่อโรคซาร์ส ซึ่งสามารถติดต่อได้โดยตรงสู่มนุษย์ ไม่ต้องอาศัยสัตว์ตัวกลาง หรือพาหะ

นายซิมเมอร์แมน ระบุว่า การระวังป้องกันสามารถทำได้โดยการเผยแพร่ความรู้ที่ถูกต้องให้กับผู้คน โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยง เช่น การสอนให้ชาวบ้านบางพื้นที่ในเคนยารู้จักซ่อมหลังคาบ้าน ไม่ให้ค้างคาวเข้ามาได้ หรือสอนให้นำนมอูฐมาต้มเพื่อฆ่าเชื้อก่อนนำมาดื่ม

นอกจากนี้ ยังมีการติดเซ็นเซอร์เพื่อติดตามฝูงค้างคาวเพื่อศึกษาพฤติกรรมการเคลื่อนย้ายถิ่นฐาน ผสานกับห้องปฏิบัติการชั้นนำในทวีปเอเชียและแอฟริกากว่า 60 แห่ง เพื่อนำองค์ความรู้ที่ได้ไปสนับสนุนการพัฒนายาต้านไวรัสในผู้ป่วย และวัคซีนสำหรับป้องกันโรค

นายหวัง กล่าวว่า เลือดของค้างคาวที่เจาะมาได้ยังพบแอนติบอดีที่ร่างกายของค้างคาวผลิตขึ้นเพื่อต่อต้านไวรัส โดยการศึกษาจุดนี้อาจใช้เป็นพื้นฐานการพัฒนาวัคซีน และการใช้พลาสมา หรือน้ำเหลือง มาช่วยในการรักษาผู้ป่วยได้

รายงานพิเศษ: เจาะงานล่าที่มาโควิด

อย่างไรก็ดี ก่อนที่จะเกิดการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 สถานะทางการเงินของกลุ่มนักวิจัยเหล่านี้อยู่ในความไม่แน่นอน เพราะมีกำหนดสิ้นสุดเมื่อเดือนมี.ค. ที่ผ่านมา

ทว่า การระบาดใหญ่ที่เกิดขึ้นนั้นทำให้กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ได้รับการสนับสนุนทางด้านการเงินต่อแล้วในที่สุดเป็นเวลา 6 เดือน เป็นเงินกว่า 73 ล้านบาท

ภารกิจหลักของกลุ่มนักไวรัสวิทยากลุ่มนี้ เป็นการสนับสนุนการตรวจทางห้องปฏิบัติการแบบฉุกเฉินสำหรับผู้ป่วยต้องสงสัยเป็นโรคโควิด-19 ในทวีปเอเชีย แอฟริกา และตะวันออกกลาง พร้อมให้คำปรึกษาหน่วยงานรัฐบาล เพื่อวางมาตรการชะลอการระบาดของโรค

“พวกเราหวังอย่างยิ่งว่าจะได้กลับไปทำงานภาคสนามโดยเร็วที่สุดครับ เพื่อหาต้นตอว่าเจ้าไวรัสโควิด-19 นี่มีที่มาจากไหนกันแน่” ดัสแซ็ก ระบุ

แหล่งที่มา : ข่าวสด

About เจมส์ แอดมินเว็บ

View all posts by เจมส์ แอดมินเว็บ →

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *