เบื้องหลังโลโก้ ‘ม้าคู่-แท็บแดง-ปีกค้างคาว’ อันเป็นตำนานของ Levi’s

Levi’s (ลีวายส์) แบรนด์ยีนส์ที่มีมูลค่าสูงสุดในตลาด อะไรคือที่มา ที่อยู่เบื้องหลังโลโก้ ม้า 2 ตัว แท็บสีแดง และโลโก้ขาวบนปีกค้างคาว ทั้งหมดนี้ เพียงแค่แว่บแรกเราก็รู้ได้ทันทีว่านั่นหมายถึงแบรนด์อะไร

สำหรับ ลีวายส์ แบรนด์ยีนส์ที่โด่งดังที่สุดในโลก และแน่นอนว่าไม่มีใครไม่รู้จัก 501s สินค้าไอโคนิกของแบรนด์ ไม่ว่าจะวัยรุ่นยุคนี้หรือเก๋ารุ่นพ่อ  501s ใส่กันหมดทั้ง เจ้าพ่อแร็พเพอร์คานเย่ เวสต์ ไปจนถึง สตีฟ จ็อบส์ ผู้ก่อตั้งบริษัท Apple  501s ไม่ว่ากี่ยุคจะผ่านไปก็ยังคงความคลาสสิคตลอดกาล

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ลีวายส์ คือแบรนด์อันเป็นตำนานที่ปรากฏไปทั่วตั้งแต่บนถนน รันเวย์ บนเวทีโชว์สุดอลังการ ฯลฯ ยีนส์ของลีวายส์ปรากฏไปทั่วทุกมุมโลก และต่อไปนี้คือการเล่าเรื่องราวที่มาของโลโก้แบรนด์สุดยอดไอโคนิคนี้ Levi’s (ลีวายส์)

ไม่ธรรมดาเลยที่แบรนด์ๆ เดียวจะมีถึง 3 โลโก้ ถ้าพิจารณากันดีๆ แบรนด์โดยทั่วไปมักจะมีเพียงสัญลักษณ์เดียวเพื่อการจดจำง่าย แต่สำหรับ ลีวายส์ มีถึง 3 ด้วยกัน ซึ่งแต่ละอันนั้น สะท้อนถึงการปฏิวัติแบรนด์ในแต่ละช่วงเวลา

อันแรกนั้น ได้แก่ “ม้า ตัว” ตามโลโก้คือ เป็นภาพวาดม้าสองตัวที่กำลังอยู่ดึงกางกางยีนส์อยู่ โดยโลโก้ม้าคู่นี้เกิดเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ปี 1873 โดยพ่อค้าสินค้าขายส่งชื่อดังนามว่า Löb Strauss ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น Levi Strauss ร่วมกับช่างตัดเสื้อนามว่า Jacob Davis และยังเป็นลูกค้าคนสำคัญของ Strauss ด้วย ทั้งสองได้ร่วมกันวางแพทเทิร์นแรกของกางเกงยีนส์ ซึ่งรวมไปถึงการเพิ่มหมุดโลหะลงไปที่จุดเชื่อมของผ้าและมุมของกระเป๋ากางเกง ซึ่งทำให้มันได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง

และในปี 1873 นั่นเองที่กางเกงยีนส์ลีวายส์ตัวแรกถือกำเนิดขึ้น แต่มันยังไม่ถูกเรียกว่า ‘ยีนส์’ แต่ผู้คนกลับเรียกมันว่า Overalls (หรือกางเกงที่สวมกันเปื้อน)

กระทั่งบริษัทถูกตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ ในชื่อว่า Levi Strauss & Co ในปี 1928 และทุกๆ คนก็มักจะอ้างอิงถึงสองคนนี้ในฐานะ ม้า 2 ตัวที่แข็งแกร่งของแบรนด์

“มันถูกออกแบบมาเพื่อ 2 วัตถุประสงค์ หนึ่งคือ สะท้อนถึงคุณภาพและความทนทานของลีวายส์ และอีกหนึ่งคือ มันเป็นแบรนด์ที่ถูกจำจดได้จากคนตั้งแต่ยุค1880s และต้น 1890s ลูกค้าสมัยนั้นจะเดินเข้าไปในร้านแล้วก็พูดว่า ‘ชั้นอยากได้กางเกงม้าคู่ นั่น’”  Jonathan Cheung หัวหน้าฝ่ายดีไซน์เนอร์ลีวายส์ กล่าว

เข้าสู่ปี 1936 ผู้แข่งขันเริ่มมากขึ้น รวมถึงบรรดานักเลียนแบบด้วย ดังนั้น เพื่อให้คงและรักษาความเป็นยีนส์ต้นตำรับการตัดเย็บแบบรูปโค้งคันศรเอาไว้ให้ได้ แบรนด์จึงตัดสินใจเพิ่มแท็บสีแดงใส่ลงไปที่กระเป๋าหลังเพื่อสร้างสัญลักษณ์ที่สำคัญให้รู้ถึงความแตกต่าง

จากนั้นและแท็บสีแดงนี้มาปรากฏอีกครั้งในโลโก้ในอีก 30 ปีต่อมา ปี 1967 ซึ่งมาพร้อมกับรูปแบบของโลโก้ ‘ปีกค้างคาว’ โดยสัญลักษณ์นี้ก็เชื่อมโยงไปในยุค 90s ยุคของการคลั่งไคล้โลโก้อีกด้วย

สำหรับผู้ออกแบบได้แก่ Walter Landor & Associates สำหรับโลโก้นี้ เทียบกับสี Pantone เบอร์ 19-1761 TPX เป็นสัญลักษณ์สะท้อนถึงรอยเย็บโค้งคันศรบนกระเป๋าหลัง และในฐานะของการที่แบรนด์ขยายเข้าสู่ตลาดแฟชั่นมากกว่าบนตลาดการ์เมนต์

นอกจากนี้ Landor ยังให้แบรนด์ตัดสินใจครั้งสำคัญ (อย่างยิ่งใหญ่) ด้วยการให้เปลี่ยนรูปแบบของตัวอักษรโลโก้ โดยให้ใช้ตัว e เป็นตัวอักษรพิมพ์เล็ก ซึ่งเกิดขึ้นในปี 1971

ต้องยอมรับว่าความร่ำรวยของ ลีวายส์ มาจากการสร้างแบรนด์ ดังนั้น เรื่องของโลโก้จึงแทบจะแตะต้องไม่ได้ อุปมาเหมือนกับเป็น “จอกศักดิ์สิทธิ์” สูงส่งและแตะต้องไม่ได้!!

การเปลี่ยนแปลงโลโก้ก็เหมือนกับการปรับวัฒนธรรมขององค์กร ซึ่งวัฒนธรรมย่อมจะต้องมีวิวัฒนาการข้ามยุคข้ามสมัย ลีวายส์ก็เช่นกัน และไม่เฉพาะแค่เล่นกับการปฏิวัติโลโก้ใหม่ แต่มันคือการปรับทิศทางที่เน้นลูกเล่นที่เพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไซส์, สีสัน และกล้าท้าทายถึงขนาดให้ลูกค้าสามารถทำโลโก้ในแบบที่ตัวเองชอบเองได้ด้วย

“ถ้าคุณไม่เปลี่ยนโลโก้ แล้วจะเปลี่ยนอะไร? สิ่งที่คุณเปลี่ยนมันคือความหมายของโลโก้ และมันคือความเชื่อมโยงกับคุณค่า” Jonathan Cheung หัวหน้าฝ่ายดีไซน์เนอร์ลีวายส์ กล่าว

แต่ตราบจนถึงวันนี้ ลีวายส์ ก็ได้พิสูจน์แล้วว่าคุณค่าของแบรนด์มากกว่าแค่โลโก้

แต่มันคือการปรับตัวที่ยังคงคุณค่าดั้งเดิมเอาไว้

และที่สำคัญ ยังไม่เคยตายไปกับกาลเวลาอีกด้วย.

About น้องแยม แอดมินเวบ

View all posts by น้องแยม แอดมินเวบ →

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *