‘บิ๊กอ๊อด’แฮปปี้! ประเดิมใช้ระบบ VAR เกมแรกเมืองไทย

การแข่งขันฟุตบอลออมสิน ไทยแลนด์ แชมเปียนส์คัพ 2018 จบลงไปเรียบร้อย พร้อมกับการประเดิมแชมป์แรกในฤดูกาลของ “กว่างโซ้ง” เชียงราย ยูไนเต็ด หลังเอาชนะจุดโทษบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด แชมป์โตโยต้า ไทยลีก 2017 สกอร์รวม 8-7 (ในเวลาเสมอ 2-2)

 

 

นอกจากผลการแข่งขันที่เข้มข้น และใส่กันไม่มียั้งของทั้งสองทีม อีกหนึ่งไฮไลต์ของแมตช์นี้คือการนำเอา เทคโนลียี วีดิโอ แอสซิสแทนต์ เรฟเฟอรี หรือ “วีเออาร์” มาทดลองใช้เป็นครั้งแรกในการแข่งขันฟุตบอลภายในประเทศไทย ซึ่งในการนำมาใช้ครั้งนี้ถือว่าไม่เสียเที่ยว เพราะวีเออาร์ ได้ถูกใช้ทันทีในจังหวะที่ ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต้ ศูนย์หน้าบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ไปนอกเกมใส่ ปิยพล ผานิชกุล กองหลังเชียงราย ยูไนเต็ด นาที 87 เป็นผลให้ดิโอโก้ โดนใบแดงไล่ออกจากสนาม

 

 

หลายคนอาจยังสงสัยเกี่ยวกับขั้นตอนในการใช้เทคโนโลยี “วีเออาร์” ที่ถือว่ายังใหม่กับวงการฟุตบอลทั่วโลก แม้แต่ “บิ๊กฮั่น” มิตติ ติยะไพรัช ประธานสโมสรเชียงราย ยูไนเต็ด ซึ่งคร่ำหวอดในวงการฟุตบอลเอง ยังไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับ “วีเออาร์” เท่าไหร่นัก และต้องการให้สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยแนะนำและแจ้งวิธีใช้เทคโนโลยีชนิดนี้ ให้สโมสรสมาชิกและบุคคลที่เกี่ยวข้องเข้าใจ เนื่องจากในเกมนี้มีถึง 2 จังหวะด้วยกันที่เชียงราย น่าจะได้จุดโทษ แต่ผู้ตัดสินในสนามกลับยืนยันว่าจะไม่ใช้ “วีเออาร์” ช่วยตัดสิน

นายธีรวิทย์ ศรีเสน หนึ่งในเจ้าหน้าที่เทคนิกที่ควบคุมการใช้ “วีเออาร์” ในแมตช์นี้ จึงเล่าถึงวิธี และขั้นตอนการใช้วีเออาร์ เทคโนโลยีช่วยตัดสินของวงการฟุตบอล โดยการใช้ “วีเออาร์” นั้นหลักๆจะมี 2 กรณี

 

 

กรณีที่ 1 คือผู้ตัดสินที่ 1 มีการร้องขอมายังผู้ช่วยผู้ตัดสินที่อยู่ในห้องควบคุม โดยผู้ตัดสิน ที่ 1 จะทำสัญลักษณ์สี่เหลี่ยมรูปจอโทรทัศน์ เพื่อส่งสัญญานให้ผู้ช่วยผู้ตัดสินที่ประจำอยู่ในห้องวีเออาร์ ดูจังหวะที่ก้ำกึ่ง หรือไม่ชัดเจน จากนั้นผู้ช่วยผู้ตัดสินที่อยู่ในห้องควบคุมจะเลือกดูภาพจากกล้อง ทั้ง 8 ตัว ที่ประจำอยู่ทุกมุมของสนาม และเลือกมุมที่ชัดเจนที่สุด ก่อนนำภาพส่งออกไปที่สนามให้ผู้ตัดสินที่ 1 ตัดสินอีกครั้ง

 

 

กรณีที่ 2 คือผู้ช่วยผู้ตัดสินในห้องวีเออาร์ จะคอยแจ้งผู้ตัดสินที่ 1 ในเหตุการณ์ที่ในสนามมองไม่เห็น อย่างเช่นมีการนอกเกม หรือมีการล้ำหน้าก่อนได้ประตูหากไม่มีการยกธง หรือ ผู้ตัดสินที่ 1 ไม่ทันเกม ผู้ช่วยผู้ตัดสินจะเป็นคนแจ้งเข้าไปในสนามเพื่อให้การตัดสินเป็นไปอย่างถูกต้อง
“ยกตัวอย่างจังหวะที่ ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต โดนใบแดง ผู้ตัดสินที่ 1 มีการร้องขอมายังห้องวีเออาร์ ก่อนที่เราจะเห็นชัดเจนจากกล้อง 3 มุม ว่าเป็นการจงใจทำฟาวล์ จากนั้นผู้ช่วยผู้ตัดสินจึงส่งสัญญาณไปยังผู้ตัดสินที่ 1 ตัดสินใจอีกครั้ง”

 

“แม้ในสนามวันนี้จะเห็นว่ามีจังหวะเดียวที่ผู้ตัดสินมีการเรียกใช้ วีเออาร์ แต่อยากจะบอกว่าตั้งแต่เกมเริ่ม ทุกจังหวะที่ก้ำกึ่ง หรือใกล้เคียงกับการทำฟาวล์มีการเช็ก และย้อนดูกันหลายครั้ง ซึ่งผู้ช่วยผู้ตัดสินจะเป็นคนคอยบอกผู้ตัดสินที่ 1 หากจังหวะไหนเป็นจังหวะฟาวล์ จนเกิดเหตุการณ์ใบแดงที่แฟนบอลเห็นชัดเจนว่ามีการใช้เทคโนโลยีชนิดนี้”

นายธีรวิทย์ ยังอธิบายด้วยว่า เทคโนโลยี “วีเออาร์” ดีกว่าภาพช้าในโทรทัศน์ ถ่ายทอดสดตรงที่เรามีกล้องอยู่ทุกจุดของสนาม ไม่ต้องเสียเวลาไปตัดต่อเป็นภาพออกมา เราสามารถดึงสัญญาณภาพได้ในทันที ทั้งยังยืด ขยาย หรือซูม ได้จากตัว วีเออาร์ ซึ่งจะทำให้เราเห็นทุกมุมได้อย่างชัดเจน และครอบคลุม

 

 

“ความเห็นส่วนตัวคิดว่า วีเออาร์ จะมีประโยชน์อย่างมากในการแข่งขันฟุตบอลไทย ซึ่งผู้ช่วยผู้ตัดสินที่ทำงานในห้องวีเออาร์ ก็บอกว่าดีหากมีการนำมาใช้มั่นใจว่าจะทำให้การตัดสินเป็นไปอย่างยุติธรรมมากขึ้น” เจ้าหน้าที่วีเออาร์ ทิ้งท้าย

คงได้ความรู้เกี่ยวกับวิธีการใช้ และข้อดีของวีเออาร์ กันพอสมควร ซึ่งขณะนี้ในการแข่งขันฟุตบอลทั่วโลกก็เริ่มเอาวีเออาร์ มาใช้แล้วไม่ว่าจะเป็นประเทศ เยอรมนี อิตาลี อังกฤษ ฯลฯ

ลองติดตามกันต่อไปว่าเทคโนโลยีว่าชนิดนี้จะถูกนำมาใช้อย่างจริงจังในประเทศไทยหรือไม่

 

 

 

 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *